วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9
วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ.2560


ความรู้ที่ได้รับ
   ทักษะภาษา
การวัดความสามารถทางภาษา
- เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม
- ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม
- ถามหาสิ่งต่างๆไหม
- บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
- ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม
การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
- ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
- ห้ามบอกเด็กว่า  “พูดช้าๆ”   “ตามสบาย”   “คิดก่อนพูด”
- อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
- อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
- ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
- เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน
ทักษะพื้นฐานทางภาษา
- ทักษะการรับรู้ภาษา
- การแสดงออกทางภาษา
- การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด
ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
- การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
- ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
- ให้เวลาเด็กได้พูด
- คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
- เป็นผู้ฟังที่ดีและโตต้อบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
- เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังเพียงอย่างเดียว
- ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
- กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
- เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
- ใช้คำถามปลายเปิด
- เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
- ร่วมกิจกรรมกับเด็ก

   ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
     เรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด
               การกินอยู่
               การเข้าห้องน้ำ
               การแต่งตัว 
              กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน
การสร้างความอิสระ
- เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง
- อยากทำงานตามความสามารถ
- เด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อน เด็กที่โตกว่า และผู้ใหญ่
ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ
- การได้ทำด้วยตนเอง
- เชื่อมั่นในตนเอง
- เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี
หัดให้เด็กทำเอง
- ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น (ใจแข็ง)
- ผู้ใหญ่มักทำสิ่งต่างๆให้เด็กมากเกินไป
- ทำให้แม้กระทั่งสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เองหากให้เวลาเขาทำ
- “ หนูทำช้า ”  “ หนูยังทำไม่ได้ ” 
จะช่วยเมื่อไหร่
- เด็กก็มีบางวันที่ไม่อยากทำอะไร , หงุดหงิด , เบื่อ , ไม่ค่อยสบาย
- หลายครั้งเด็กจะขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว
- เด็กรู้สึกว่ายังมีผู้ใหญ่ที่พึ่งได้ แต่ต้องได้รับความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่เด็กต้องการ
- มักช่วยเด็กในช่วงกิจกรรม
ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง
- แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ
- เรียงลำดับตามขั้นตอน

   ทักษะพื้นฐานทางการเรียน
เป้าหมาย
- การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้ 
- มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
- เด็กรู้สึกว่า “ฉันทำได้”
- พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
- อยากสำรวจ อยากทดลอง
การทำตามคำสั่ง คำแนะนำ
- เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดชัดหรือไม่
- เด็กเข้าใจคำศัพท์ที่ครูใช้หรือไม่
- คำสั่งยุ่งยากซับซ้อนไปหรือไม่
การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ
- จัดกลุ่มเด็ก
- เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
- ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจนว่าต้องทำที่ไหน
- ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง
- ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
- ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
- บันทึกว่าเด็กชอบอะไรที่สุด
- รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
- มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
- เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
- พูดในทางที่ดี
- จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว
- ทำบทเรียนให้สนุก

การนำความรู้ไปใช้
   สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการสอนเด็กพิเศษที่หลากหลาย เพราะเด็กพิเศษมีหลายประเภทเราจึงต้องเรียนรู้ว่าจะรับมือและแก้ไขอย่างไรเมื่อเจอสถานการณ์จริงๆ ทำให้เรารู้วิธีที่ถูกต้องในการปฏิบัติกับเด็กพิเศษ

การประเมิน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนและซักถามสิ่งที่ตนเองสงสัย
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจเรียน แต่มีบางคนที่พูดคุยกันและหลับ
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์สอนเข้าใจและมีการเลียนแบบพฤติกรรมเด็กพิเศษต่างๆ







วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8
วันศุกร์ที่  24 มีนาคม พ.ศ.2560

ความรู้ที่ได้รับ




กิจกรรมมือนี้ของใครกัน

อาจารย์ให้วาดรูปมือของตนเอง โดยให้วาดมือข้างที่ตนเองไม่ถนัด และวาดเส้นลายมือทุกเส้นที่เด่นชัด แต่ไม่ให้ดูให้คว่ำมือไว้บนโต๊ะ จากนั้นให้เพื่อนตามหามือของคนที่วาดรูป โดยไม่ให้บอกชื่อของตนเองในกระดาษที่วาด



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7
วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2560


ความรู้ที่ได้รับ
   การศึกษาแบบเรียนรวม
รูปแบบการจัดการศึกษา
♦ การศึกษาแบบปกติทั่วไป
♦ การศึกษาพิเศษ
♦ การศึกษาแบบเรียนร่วม
♦ การศึกษาแบบเรียนรวม

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม
- การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
- มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปทำร่วมกัน
- ใช้เวลาช่วงนึงในแต่ละวัน
- ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม

- การศึกษาสำหรับทุกคน
- รับเด็กมาเรียนร่วมกันตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษา
- จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม
○ เป็นการจัดการศึกษาให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา และจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละคน
○เด็กพิเศษสามารถพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสม
○ เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน ( Education for All )
○ การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยก
○ เด็กเลือกโรงเรียน ไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
○ เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพามาเข้าโรงเรียน ทางโรงเรียนต้องรับไว้ และต้องจัดการศึกษาให้เหมาะสม และดำเนินการเรียนในลักษณะ เรียนรวมกัน
○ ผู้พิการในสังคมต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติโดยไม่มีการแบ่งแยก

บทบาทครูปฐมวัยในห้อง
ครูไม่ควรวินิจฉัย
ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ



การนำความรู้ไปใช้
   นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ได้ในการสอน เพราะครูเป็นคนที่อยู่ใกล้เด็กมากที่สุด ครูก็ต้องสังเกตพฤติกรรมของเด็กด้วยความระมัดระวัง แต่ไม่ใส่ความรู้สึกของตนเองลงไปในการสังเกต

การประเมิน
ประเมินตนเอง : ฟังที่อาจารย์สอนด้วยความตั้งใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนบางคนอาจมีพูดคุยกันบางเวลา แต่ก็ร่วมกันทำงานที่อาจารย์สั่งอย่างตั้งใจ
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์สอนเข้าใจและมีการหากิจกรรมให้ทำในเวลาเรียน




บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6
วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2560


ความรู้ที่ได้รับ
    
      เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
- มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
- แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
- ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
- มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ

ด้านความประพฤติ

♦ ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ
♦ ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น
♦ เอะอะและหยาบคาย

ด้านความตั้งใจและสมาธิ

♦ จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ในระยะสั้น
♦ สิ่งรอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
♦ งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ
♦ ไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้
♦ พูดคุยตลอดเวลา
♦ ทักษาการจัดการต่ำ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
- ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เหมือนเด็กปกติ
- รักษาความสัมพันธ์ไม่ได้
- มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
- มีความคับข้องใจ 
- แสดงออกทางร่างกาย เช่นปวดศีรษะ ปวดตามร่างกาย

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก 

   ♦ เด็กสมาธิสั้น
    ♦ เด็กออทิสติก หรือ ออทิสซึม

ยารักษาโรคสมาธิสั้นที่มีใช้ในประเทศไทย

   มี 2 กลุ่มหลักๆ 



ความรู้ที่ได้รับ
   นำความรู้ที่ได้รับในวันนี้ไปประยุกต์ใช้กับการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันออกไป ทำให้เราเลือกที่จะใช้วิธีอย่างถูกต้องเหมาะสม

การประเมิน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนและสนใจอาจารย์สอน
ประเมินเพื่อน : เพื่อนตั้งใจเรียนและร่วมซักถามคำถามที่สงสัย
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์สอนเข้าใจและอธิบายได้ชัดเจน





วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5
วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560



ความรู้ที่ได้รับ

    
      เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities )
- เรียกย่อๆว่า L.D.
- มีปัญหาทางการเรียนรู้
- เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของสมองในเรื่องของการตีความ หรืออาจเกิดจากกรรมพันธุ์

1.ด้านการอ่าน ( reading Disorder ) 

   อ่านหนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ ไม่สามารถจับใจความได้ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
2.ด้านการเขียน ( Writing Disorder )
   เขียนตัวหนังสือผิด เขียนตัวอักษรสลับกัน เช่น ม-น ภ-ถ ลากเส้นวนๆ จับดินสอแน่น สดกดคำผิด เขียนไม่ตรงบรรทัด  เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ สติถิ
3.ด้านการคิดคำนวณ ( Mathematic Disorder )
   ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลข ทำให้แก้โจกท์เลขไม่ได้ นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้ เขียนเลขกลับกัน

     เด็กออทิสติก ( Autistic )

- ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
- มีเอกลักษณ์ของตนเอง 
- รักษาไม่หาย นอกจากช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
          " ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว "

การนำความรู้ไปใช้ 
ทำให้เราเข้าใจว่าเด็กแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไร และแต่ละอย่างเกิดมาจากสาเหตุอะไร ทำให้เราเข้าใจเด็กมากขึ้น

การประเมิน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนและตอบคำถามที่อาจารย์ถาม
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจเรียน ซักถามเมื่อมีข้อสงสัย
ประเมินอาจารย์ : อาจาร์อธิบายรายละเอียดได้ชัดเจน และเข้าใจง่าย





วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4
วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ.2560


ความรู้ที่ได้รับ
  ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
  4.เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด 
1.ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง
   - เสียงบางส่วนของคำหายไป
   - ออกเสียงตัวอื่นแทนตัวที่ถูก
   - เพิ่มเสียงที่ไม่ถูกต้องไปด้วย
   - เสียงเพี้ยน
2.ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด
   - พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน
   - เว้นวรรคไม่ถูกต้อง
   - พูดเร็วหรือช้าเกินไป
   - จังหวะเสียงพูดผิดปกติ
   - พูดไม่ต่อเนื่อง
3.ความบกพร่องของเสียงพูด
   - บกพร่องระดับของเสียง
   - เสียงดังหรือค่อยเกินไป
   - คุณภาพของเสียงไม่ดี
ความบกพร่องทางภาษา
1.การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย
   - มีความลำบากในการใช้ภาษา
   - ผิดปกติเรื่องไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
   - ไม่สามารถสร้างประโยคได้ 
   - บกพร่องทางเชาว์ปัญญา
   - ใช้ภาษาห้วนๆ
2.ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ aphasia
   - อ่านไม่ออก 
   - เขียนไม่ได้
   - สะกดคำไม่ได้
   - ใช้ภาษาสับสน
   - จำคำหรือประโยคไม่ได้
   - ไม่เข้าใจคำสั่ง
   - พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้

  5.เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
   • เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
   • อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
   • เจ็บป่วยเรื้อรัง
   • มีปัญหาทางระบบประสาท
   • เคลื่อนไหวลำบาก
โรคลมชัก
1.การชักในช่วงเวลาสั้นๆ 
2.การชักแบบรุนแรง
3.อาการชักแบบ Partial Complex
4.อาการไม่รู้สึกตัว
5.ลมบ้าหมู
การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานในกรณีเด็กมีอาการชัก
• จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบที่ไม่มีของแข็ง
• ไม่จับยึดตัวเด็กขณะชัก
• หาหมอนหรือสิ่งนุ่มๆรองศีรษะ
• ดูดน้ำลาย เสมหะ เศษอาการออกจากปาก เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง
• จัดเสื้อผ้าเด็กให้หลวม
• ห้ามนำวัตถุใดๆใส่ปาก
• ทำการช่วยหายใจโดยวิธีการเป่าปากหากเด็กหยุดหายใจ


ซี.พี. ( Cerebral Palsy )
 ซี.พี. คือ สมองพิการ ส่งผลต่อร่างกาย สมองไม่สามารถสั่งให้ร่างกายขยับได้
1.กลุ่มแข็งเกร็ง
- อัมพาตครึ่งซีก
- อัมพาตครึ่งท่อนบน
- อัมพาตครึ่งท่อนล่าง
- อัมพาตทั้งตัว
2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง
- athetoid อาการขยุกขยิกช้าๆ
- ataxia ผิดปกติในการทรงตัว
3.กลุ่มอาการแบบผสม
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดจากเส้นประสาทควบคุมสลายตัว เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ จะมีความพืการซ้อนระยะหลัง
- โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ คือ ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด
- โปลิโอ เกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ มีอาการกล้ามเนื้อลีบ ยืนไม่ได้ แต่ไม่ส่งผลต่อสติปัญญา
- โรคกระดูกอ่อน
- โรคศีรษะโต
- โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
- แขนขาด้วนแต่กำเนิด
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
• มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
• ท่าเดินคล้ายกรรไกร
• เดินขากะเผลกหรือเชื่องช้า
• ไอเสียงแห้งๆ
• มักบ่นเจ็บหน้าอก ปวดหลัง
• หน้าแดงง่าย
• หกล้มบ่อย
• หิวน้ำเกินกว่าเหตุ

ความรู้ที่ได้รับ
  นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในอนาคตได้ ถ้าหากเราเจอเด็กที่มีความผิดปกติในด้านต่างๆ เราจะได้นำความรู้ไปใช้และแก้ไขได้

การประเมิน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียน มีความเข้าใจในเนื้อหา
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจเรียน และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์สอนเข้าใจ สอนสนุก และแสดงตัวอย่างได้เห็นภาพมากขึ้น






บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ.2560


ความรู้ที่ได้รับ
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
แบ่งเป็น 2 ประเภท
- เด็กปัญญาเลิศ
- เด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง

1.เด็กปัญญาเลิศ
  - จะเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
  - จะเรียนรู้แต่สิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น
  - ใช้คำพูดเหมือนผู้ใหญ่
  - ไม่ชอบอยู่กับเด็กวัยเดียวกัน
  - จะถามคำถามตลอดเวลา
  - อ่อนไหวง่าย

2.เด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
  1.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กเรียนช้า IQ 71-90
   สาเหตุภายนอก จากเศรษฐกิจครอบครัว จะพบในครอบครัวคนรวยมากกว่าจนคน
   สาเหตุภายใน พัฒนาการช้า
เด็กปัญญาอ่อน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
   - เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20 ไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้เลย
   - เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34 ฝึกหัดในชีวิตประจำวันได้ เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R
   - เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49 ทำงานง่ายๆได้ ไม่ต้องใช้ความละเอียลออ เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R 
   - เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70 เรียนในระดับปฐมศึกษาได้ เรียกโดยทั่วไปว่า E.M.R
ดาวน์ซินโดรม 
   สาเหตุจากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21

ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
- ช่วงความสนใจสั้น
- อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ
- ช่วยเหลือตนเองได้น้อยกว่าเด้กในวัยเดียวกัน


  
  2.เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
เด็กหูตึงแบ่งเป็น 4 ระดับ
  - หูตึงระดับน้อย มีปัญหาการรับฟังเสียงเบาๆ
  - หูตึงระดับปานกลาง ได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้
  - หูตึงระดับมาก มีปัญหาการฟังและการพูด ต้องอ่านปากเอา
  - หูตึงระดับรุนแรง มีปัญหาการฟังและการพูดอย่างมาก ได้ยินเสียงก่อสร้างเบา
เด็กหูหนวก
  ใช้ภาษามือ
ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
- ตะแคงหูฟัง
- พูดด้วยเสียงแปลก
- มักแสดงท่าทาง
- มองปากของผู้พูด
  


  3.เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น
เด็กตาบอด
  มีลานสายตาแคบแค่ 5 องศา และต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการรับรู้
เด็กตาบอดไม่สนิท
  มีลานสายตาสูลสุดไม่เกิน 30 องศา
ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
- มักบ่นว่าปวดศรีษะ
- ก้มศีรษะชิดกับงาน โดยปกติต้องห่างประมาณ 1 ฟุต
- ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน



การนำความรู้ไปใช้
   สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้กับการสอนในอนาคต ทำให้เข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่ถูกต้อง และจะได้ช่วยเหลือเด็กได้ถูกวิธี
การประเมิน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียน สอบถามในสิ่งที่สงสัย และช่วยตอบคำภามในห้อง 
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจเรียนและช่วยกันตอบคำถาม
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์สอนเข้าใจง่าย และอธิบายลักษณะของเด็กแต่ละประเภทให้เข้าใจมากขึ้น